เรียนรู้นิเวศ′ลุ่มน้ำเพชร′ ผ่านวิถี′คนตกกุ้ง′บ้านแสมชาย
หมวดหมู่: Home » บทความ » บทความแฟชั่น » ข่าวไลฟ์สไตล์
โดย เอกรินทร์ พึ่งประชา
เช้าของวันปลายฤดูหนาวณ ริมฝั่งแม่น้ำเพชรบุรี ย่านบ้านแสมชาย อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี วันนี้ไม่เพียงแต่เป็นวันที่มีอากาศแจ่มใส หากแต่สองฟากลำน้ำยังเต็มไปด้วย "นักตกกุ้ง"
ทำให้หมู่บ้านเล็กๆ ที่ซ่อนตัวเงียบกลางป่าชายเลนกลับมามีสีสันขึ้นอีกครั้ง
ทางชีวิต "เสือกุ้ง"
"มีทั้งคนบ้านเราและคนต่างถิ่น"
มนต์ ภูคะวนิช ผู้เฒ่าวัยปลายหกสิบ แห่งบ้านแสมชาย อดีต "เสือกุ้ง" เล่าถึงนักตกกุ้งที่เดินทางเข้ามาหมู่บ้านของตน
"ก็มีทั้งคนเมืองเพชร คนบ้านแหลม และคนอัมพวา พวกหลังจะขับเรือลัดเลาะตามแม่น้ำแม่กลอง ก่อนวกเข้าคลองผ่านบ้านยี่สาร แล้วเลี้ยวออกแม่น้ำเพชรบุรีที่บางตะบูน
"เที่ยวหนึ่งๆ จะอยู่กันหลายวันนะ บางคนค้างแรมกันเป็นสัปดาห์ก็มี" มนต์เผยเรื่องราวของคนตกกุ้ง
"วันที่เจ็ดแล้วครับ ค่ำนี้ ผมจะล่องกลับบ้านแล้ว" คราวนี้เป็นน้ำเสียงของ ทวี ตรีนุสรณ์
เสือกุ้งแห่งอัมพวาวัยต้น 60 ผู้ใช้ชีวิตกินอยู่บนเรือลำเล็กๆ เขากล่าวทัก ก่อนเทียบเรือขึ้นมายังบ้านแสมชายเพื่อซื้ออาหาร
แม้เรือของเขาจะลำเล็ก แต่กลับจัดพื้นที่ใช้สอยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท้ายเรือวางเครื่องยนต์เล็ก ถัดมาคือส่วนกลางเจียดพื้นที่สำหรับนั่งขับเครื่องยนต์ ตกกุ้ง และที่นอนไปในตัว ถัดมาเป็นส่วนหน้าจะวางข้าวของที่จำเป็น เช่น ถังแก๊สปิกนิก หม้อข้าว ข้าวเปลือก อาหารแห้ง ชา กาแฟ นม กาน้ำร้อน ถ้วย ชาม ตลอดจนอุปกรณ์ตกกุ้ง ขณะที่กราบเรือห้อยกระชังใส่กุ้ง
"อัมพวาตอนนี้หากินลำบากเหลือเกิน" ทวีหมายถึงการตกกุ้งที่ลำน้ำแม่กลองเป็นไปได้ยาก "ส่วนหนึ่งเพราะกุ้งที่แม่กลองลดลง อีกส่วนหนึ่งเพราะมีเรือยนต์พานักท่องเที่ยววิ่งกันขวักไขว่ ทำให้กระแสน้ำแรงและขุ่นตลอด ตกกุ้งได้ยาก"
"ช่วงนี้มีเรือ 15-20 ลำที่ล่องไป-กลับ อัมพวาบ้านแสมชาย ขับเร็วก็ชั่วโมงครึ่ง ขับกินลมก็ 2 ชั่วโมง"
บอกเล่าจบ ทวีจึงกลับมาลงเรือ พลางเปิดเตาแก๊สปิกนิกต้มน้ำร้อน เมื่อไอน้ำร้อนพวยพุ่งจากกาดำๆ จึงรินน้ำลงในถ้วยใบย่อม 2 ใบ พร้อมใช้ช้อนชงกาแฟที่มีส่วนผสมของครีมเทียมและน้ำตาล ก่อนส่งกาแฟที่หอมกรุ่นถ้วยหนึ่งให้
ต้องรู้จัก "บุคลิกน้ำ"
ระหว่างละเมียดกาแฟ
ทวีเล่าต่อว่า นักตกกุ้งต้องเข้าใจ "บุคลิกของน้ำ" ไม่เช่นนั้นจะตกกุ้งไม่ได้ อย่างแรกต้องรู้ว่า ในหนึ่งวันน้ำจะขึ้น 2 ครั้ง ลง 2 ครั้ง เฉลี่ยครั้งละ 6 ชั่วโมง โดยน้ำจะขึ้นลงเลื่อนไปวันละประมาณครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมง ถ้าเป็น "น้ำเกิด" กระแสน้ำจะไหลแรง หากเป็น "น้ำตาย" กระแสน้ำเหมือนจะหยุดนิ่ง
เล่า "บุคลิกของน้ำ" ยังไม่ทันจบ ก็มีเรือเข้ามาเทียบฝั่งคู่กับเรือของเขา
ทักทายตามประสาเพื่อนร่วมวงการ มาทราบชื่อภายหลังว่า วิสูตร ชูวงศ์ เสือกุ้งวัยฉกรรจ์แห่งบ้านบางตะบูน
วิสูตรช่วยเสริมว่า น้ำขึ้นลงวันละ 2 ครั้ง มักมีปริมาณน้ำไม่เท่ากัน คือมันยังขึ้นอยู่กับ "ข้างขึ้น" และ "ข้างแรม" โดยน้ำจะขึ้นลงจะมากในช่วง "น้ำเกิด" คือราวขึ้นหรือแรม 12-15 ค่ำ และ 1-5 ค่ำ ในช่วง "น้ำเกิด" น้ำจะขึ้นสูงกว่าช่วง "น้ำตาย" ขณะที่ "น้ำตาย" จะอยู่ในช่วงข้างขึ้นหรือแรม 6-11 ค่ำ ช่วง "น้ำตาย" นี้น้ำจะขึ้นลงต่ำกว่าช่วง "น้ำเกิด" ทำให้กระแสน้ำไม่เชี่ยวคล้ายๆ เป็น "น้ำเท้อ"
"น้ำเท้อ" เป็นช่วงที่ระดับน้ำสูงขึ้นทั้งๆ ที่น้ำกำลังไหลลง แล้วระดับน้ำก็ลดระดับลง หลังจากนั้นก็ทำท่าเหมือนระดับน้ำจะสูงขึ้นอีกแล้วก็ลงอีก เหมือนอาการลังเลว่าจะเป็นน้ำขึ้นหรือน้ำลงดี ก่อนที่จะไหลขึ้นใหม่จริงๆ หรือไหลลงจริงๆ
ลักษณะ "น้ำเท้อ" ที่ว่ามานี้จะเกิดขึ้นในช่วง "น้ำตาย" เวลาน้ำขึ้นก็จะไม่ขึ้นสูง และเวลาลงก็จะไม่ลงมาก จนดูเหมือนกับน้ำนิ่งคงที่ จนเป็นที่มาของคำว่า "น้ำตาย"
ซึ่งสองเสือกุ้งต่างวัยยืนยันตรงกันว่า เมื่อจับ "บุคลิกของน้ำ" แบบนี้ได้ การตกกุ้งก็ไม่ใช่เรื่องยาก
ทวีบอกว่า "น้ำเท้อ" เป็นช่วงที่เหมาะกับการตกกุ้งมากสุด เพราะตะกอนน้ำนอนก้น น้ำจะใส ทำให้กุ้งมองหาเหยื่อได้ชัดเจน เนื่องจากกุ้งเป็นสัตว์น้ำอาศัยบริเวณพื้นน้ำ ส่วนเหยื่อที่เสือกุ้งนิยมใช้กันคือ กุ้งฝอย แต่บางรายใช้หัวใจไก่สด ขณะที่คันเบ็ดมีทั้งคันเบ็ดสมัยใหม่ บ้างก็ใช้ไม้ไผ่แบบพื้นบ้าน ส่วนตัวเบ็ดจะใช้เบ็ดซองสำเร็จรูปสำหรับตกกุ้ง หรือใช้เข็มเย็บผ้าขนาดมาตรฐานมาลนไฟแล้วดัดเป็นรูปแบบ
"อุปกรณ์เหล่านี้ไม่จำกัดประเภทและชนิด ขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละคนมากกว่า" ทวีกล่าว
ขณะที่ราคากุ้งแม่น้ำ วิสูตรเผยว่าจะแบ่งตามน้ำหนักของกุ้ง เช่น ขนาดตัว 2 ขีดขึ้นไปจะตกราคากิโลกรัมละ 700 บาท ขนาดต่ำกว่า 2 ขีด กิโลกรัมละ 400 บาท ส่วนกุ้งเล็กจะกิโลกรัมละประมาณ 200 บาท
"ราคาที่ว่ามานี้เป็นราคาขายส่งนะ กว่าจะถึงมือคนกิน ราคาจะเพิ่มขึ้นอีก" ทวีช่วยย้ำราคากุ้งแม่น้ำที่แพงระยับ
สายน้ำที่เปลี่ยนไป
แต่ละวันนักตกกุ้งจะได้กุ้งมากบ้าง น้อยบ้าง คละเคล้ากันไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง
คนตกกุ้งต้องใจเย็นและอดทนต่อการนั่งตกกุ้งนิ่งๆ เป็นเวลานานๆ อยู่บนเรือแคบๆ เพื่อให้กุ้งเชื่อใจแล้วหลงมากินเหยื่อ รวมถึงต้องทราบบุคลิกของแม่น้ำดังที่กล่าวไว้เบื้องต้น ประการสำคัญ ยังขึ้นอยู่กับสภาพนิเวศของแม่น้ำที่ต้องสมบูรณ์
"บ้านแสมชายอยู่ส่วนล่างตอนบนของแม่น้ำเพชร เป็นน้ำกร่อยที่เหมาะต่อการอยู่อาศัยของกุ้งแม่น้ำ คือไม่เค็มจนเกินไป มีสภาพป่าชายเลนที่เต็มไปด้วยป่าแสม ป่าจาก และลำพู"
เรื่องความสมบูรณ์ของป่าชายเลนนี้ มนต์ ผู้ใช้ชีวิตอยู่บ้านแสมชายมาทั้งชีวิตตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบันผืนป่าได้ลดไปจากเดิมมาก แต่กระนั้นความอุดมสมบูรณ์ก็ยังคงอยู่ระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คุกคามต่อระบบนิเวศแม่น้ำเพชรบุรีไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็คือ ผลกระทบจากน้ำหลากในช่วงฤดูฝนและการทำนากุ้ง
มนต์บอกว่า เมื่อถึงหน้าฝน หากฝนตกหนักในพื้นที่แม่น้ำเพชรตอนบน ทางแก่ง (เขื่อนแก่งกระจาน) จะปล่อยน้ำ ซึ่งไม่เพียงแต่จะส่งผลทำให้น้ำกร่อยกลายเป็นน้ำจืด จนกุ้งและสัตว์น้ำต่างๆ ปรับตัวไม่ทัน หากยังพัดพาเศษขยะและสารเคมีทางการเกษตรต่างๆ ที่ตกค้างจากเรือกสวนไร่นาไหลเจือปนมากับสายน้ำ เช่นเดียวกับนากุ้งทั้งรายเล็กรายใหญ่ที่ผุดรอบหมู่บ้านราวกับดอกเห็ดมักลักลอบระบายน้ำที่เจือปนสารเคมีที่อันตรายต่อสัตว์น้ำอยู่เป็นระยะ
"ไม่แปลกใจเลยที่ช่วงเวลาดังกล่าวจะทำให้กุ้งและสัตว์น้ำต่างๆ ลอยตายเป็นแพ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สะเทือนใจสำหรับเขาและชาวบ้านก็คือการใช้ยาเบื่อกุ้งจำพวกสารกำจัดศัตรูพืช พวกนี้จะแอบเอายาเบื่อมาโรยตามคลองหรือลำรางที่อยู่ลึกจากแม่น้ำเข้าไปในตอนกลางคืน แล้วให้กระแสน้ำพัดยาเบื่อออกสู่แม่น้ำในช่วงน้ำลง สักพักสัตว์น้ำก็จะเมา โดยเฉพาะกุ้งจะลอยตัวขึ้นมาหาอากาศหายใจที่ริมตลิ่ง พวกเบื่อยาก็จะลอยคอตามตลิ่งคอยจับกุ้ง"
มนต์บอกว่า ชาวบ้านต่างช่วยกันสังเกตในยามค่ำคืน เช่น หากหมาเห่าผิดปกติก็จะใช้ไฟฉายส่องและเรียกเพื่อนบ้านช่วยมาไล่พวกเบื่อยากุ้ง
ตามความเห็นของมนต์และชาวบ้าน การปล่อยน้ำจากเขื่อนแก่งกระจานยามน้ำหลาก การเบื่อกุ้ง และการปล่อยน้ำเสียจากบ่อกุ้งไม่เพียงแต่ทำลายแหล่งอาหารทางธรรมชาติ หากยังทำลายนิเวศแม่น้ำทั้งระบบ ซึ่งปัจจุบันพวกเขาก็ยังไร้ทิศทางในการป้องกันอย่างเป็นรูปธรรม แก้ไขได้บ้างก็เพียงสังเกตการณ์และห้ามปราม
มนต์ได้ให้แง่คิดเชิงเสียดสีทิ้งท้ายว่า
"ต่อให้พวกเขามีภูมิปัญญาเรื่องนิเวศแม่น้ำ หากแต่ผลพวงวงจรทำลายระบบนิเวศแม่น้ำดังกล่าวยังคงเกิด ถึงที่สุดแล้วก็อาจตกกุ้งกลับบ้านมือเปล่าได้เช่นกัน"
หน้า 20 มติชนรายวัน ฉบับวันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2557
ที่มา : ข่าวไลฟ์สไตล์ -มติชน


English![[Alternative text]](http://event.bangkoksync.com/images/listings/thmb/4813d590-1392381926.jpg?w=640&h=335&far=1)






